[fic] Holy Thing is Never Change [2]
posted on 13 Jun 2009 20:39 by wolf-zaa in fiction, GG
เอามาลงต่อแล้วจ้ะ
*****************************
Title: Holy Thing is Never Change [2]
Author: The.wolF
Fandom: Guilty Gear...ตั้งแต่ภาค XX ยัน Guilty Gear2 : Overture *หัวเราะ*
Pairing: Sol Badguy x Ky Kiske
Rating: PG-13 (ตอนแรกกับตอนจบเรทห่างกันสองปี? ฮาา)
Warning: Yaoi นะจ๊ะ รับไม่ได้ปิดเลยค่ะ
Summary: สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นแสนบอบบาง...เพียงแค่มือเดียวก็สามารถบดขยี้ให้แหลกเละได้...
*****************************
รอยยิ้มของเทวานั้นจริงใจ
ถนนทางเดินในปารีสคึกคักเสมอ
ใครบางคนก้าวขาสวบๆ มาเดินอยู่เคียงข้าง ทำให้โซลต้องชะลอฝีเท้าลงนิดหนึ่ง ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใครที่เป็นผู้มาใหม่
“มีธุระอะไร” เขาเอ่ยถามเสียงห้วน เป็นคำถามที่ทำให้ไคต้องเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างหงุดหงิด
“เลิกทำตัวหยาบคายซะทีเถอะโซล ฉันยังไม่ทันได้พูดอะไรด้วยซ้ำ”
“กระดาษนั่น” โซลก้มลงมองปึกกระดาษสีน้ำตาลในมืออีกฝ่าย “อย่าพยายามปิดซะให้ยาก คิสเคะ ฉันรู้ว่ากระดาษนั่นไม่ใช่เอกสารรายงานชีวิตประจำวันตำรวจแน่”
ไคหัวเราะหึๆ “ก็ได้ ฉันไม่เถียง ไอ้กระดาษพวกนี้แหละคือธุระที่ฉันจะต้องคุยกับนาย”
“อะไร? ค่าหัวฉันหรือยังไง?”
“เกือบถูก” เด็กหนุ่มว่าพลางยื่นปึกกระดาษให้ โซลเลิกคิ้วพลางรับมาดู แล้วก็เกือบถูกอย่างที่เจ้าเด็กนั่นว่า กระดาษทั้งสิบกว่าแผ่นที่รับมาเป็นรายชื่อของคนมีค่าหัว แต่แค่กวาดตามองผ่านๆ ทุกแผ่นก็พอจะรู้ว่าไม่มีชื่อเขา โซลขมวดคิ้วก่อนที่จะจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง
“อย่ามองฉันด้วยสายตาแบบนั้น ฉันรู้ว่านายไม่มีรายชื่อค่าหัวเหมือนพวกนักล่าค่าหัวทั่วไป มันน่าอนาถน่ะรู้มั้ย?” ไคแยกเขี้ยวใส่ “เอาไปซะ แล้วก็ไปจับมาส่งตำรวจให้ได้ซะอย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่ง”
“ทำไมฉันต้องทำตามที่นายสั่งวะไอ้หนู?”
“เพราะฉันกำลังจะจับนายเข้าซังเตข้อหาทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าอยากพ้นข้อหาก็ทำซะ แล้วก็ถ้านายไม่ทำ อย่าหวังว่าคราวหน้าฉันจะให้นายพักฟรีที่บ้านฉัน”
โซลหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนที่จะส่ายหัว
“ไอ้เด็กเวรเอ๊ย...”
เทวายิ้มให้กับปิศาจอยู่เรื่อยมา
บทสนทนาเมื่อครู่แสนเรียบเรื่อย ราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเป็นแค่ฝันไป
ไคก้าวเท้าข้ามธรณีประตูของสำนักงานใหญ่ของ IPF เขาเหลือบสายตากลับไปมอง แผ่นหลังคุ้นเคยของใครบางคนกำลังก้าวเดินไปอีกทาง
เขาอาจตีสีหน้าไม่ใส่ใจได้ แต่เขาโกหกหัวใจตัวเองไม่ได้
หัวใจยังคงเจ็บแปลบ...
แม้เขาจะรู้ดีว่าเกียร์ไม่เคยมีหัวใจ แต่กระนั้นก็ยังคงเจ็บปวดอยู่เรื่อยมา
เพราะเขาเชื่อว่าโซลไม่ใช่ปิศาจที่ไร้หัวใจ...ปิศาจที่รักไม่เป็น...ไม่เคยแม้แต่จะโหยหาหรือทำอะไรตามใจ เป็นเพียงแค่อาวุธอย่างหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายเท่านั้น...
คนรักอิสระแบบโซลย่อมไม่ใช่อะไรแบบนั้น แม้ว่าเจ้าตัวจะคิดอย่างนั้นก็ตาม
เขาเชื่อเช่นนั้น...
แต่เพราะว่าโซลไม่คิดแบบเดียวกับเขา และยังคงทำเหมือนว่าตนเองไม่มีหัวใจ ก็เลยยังคงทำให้เขาเจ็บปวดอยู่เรื่อยมา
รู้ตัวสักทีสิ โซล แบดกาย...
รอยยิ้มนั่นทำให้เทวานั้นแสนศักดิ์สิทธิ์
โซลทิ้งก้นบุหรี่ลงพื้นก่อนที่จะใช้เท้าขยี้มันทิ้งเสีย เขาเหลือบสายตากลับไปมองด้านหลัง พอดีกับตอนที่เด็กคนนั้นเอื้อมมือมาปิดประตูสำนักงานแล้วหายตัวไปหลังประตูบานใหญ่
เด็กคนนั้นทำให้เขาแปลกใจเสมอ
เขาเคยคิดว่าเด็กคนนี้เป็นเพียงแค่ไอ้เด็กวุ่นวายน่ารำคาญ เป็นเพียงแค่เครื่องมือระบายอารมณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น
ก็แค่ของเล่น
เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายคิดยังไง แน่นอน เขารู้มาตลอด หากเขาไม่เคยแม้แต่จะสนใจด้วยซ้ำ ไม่เคยลองมองย้อนกลับไปดูเลยสักครั้งว่าเด็กคนนั้นต้องเจ็บปวดแค่ไหนที่ต้องกลายเป็นเพียงแค่ของเล่นของ...ปิศาจ...
เขาไม่เคยพยายามที่จะทำความเข้าใจ แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มที่จะสนใจเด็กคนนั้นขึ้นมาบ้างแล้ว
แปลกมาก...
ทั้งๆ ที่ควรจะเกลียดเขาแท้ๆ
ทำไม...ถึงยังยิ้มแบบนั้นให้เขาได้อยู่อีก...?
มันเป็นสิ่งที่เขายังไม่รู้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้อง คุ้มครอง และช่วยเหลือ
และจะเป็นเช่นนั้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะแปดเปื้อนสักเท่าไร
เขาไม่เคยรู้เลยสักนิด
ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์กำลังเปลี่ยนเขา
...แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่เคยเปลี่ยนไป...
*****************************
วันเวลาเวียนผ่านไป
เสียงขยับตัวทำให้ชายหนุ่มร่างสูงต้องหันกลับไปมองบนเตียง
ใครคนหนึ่งดูเหมือนจะเพิ่งตื่น เขายกมือขึ้นขยี้ตา เส้นผมสีทองที่ยาวประบ่ายุ่งเหยิงแบบคนเพิ่งตื่นนอนใหม่ๆ ก่อนที่จะเอ่ยพึมพำถามออกมาเบาๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันได้ลืมตาด้วยซ้ำ
“...Quelle heure est-il...?”
คนฟังชะงักไปหลายวินาทีกว่าจะเข้าใจถึงสิ่งที่อีกฝ่ายถาม “เที่ยงครึ่งแล้ว”
“อะไรนะ!?” ไคลุกพรวด นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้างขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่าคำตอบนั้นทำให้ร่างบางถึงกับตื่นเต็มที่ พลันแสงอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ยามเช้าก็ทำให้เขาต้องชะงักกึก ไคขมวดคิ้ว เขาเหลือบตาไปมองนาฬิกาที่อยู่อีกฟากของผนัง
ไคลุกขึ้นจากเตียง สาวเท้าเดินไปยังร่างสูงที่ยืนพิงหน้าต่างอยู่
“เล่นแบบนี้ไม่ขำนะโซล”
เจ้าของชื่อขยับยิ้มนิด “ไม่ขำเรอะ?”
“นายน่ะขำ แต่ฉันไม่” คนตัวเล็กกว่าแยกเขี้ยว หน้าตาบ่งบอกว่ากำลังหงุดหงิดที่โดนแกล้งไม่เข้าเรื่องตั้งแต่เช้า “เที่ยงครึ่งงั้นเหรอ!? หกโมงเช้าบ้านนายสิเที่ยงครึ่งน่ะ!”
“สงสัยฉันดูผิด” โซลยังคงยิ้ม น้ำเสียงกับน้ำคำไปกันคนละทางเห็นได้ชัด ไคหน้ามุ่ย ก่อนที่จะหันหลังกลับเตรียมจะเข้าห้องน้ำ แต่แขนแกร่งของใครบางคนกลับรั้งเอวเขาเข้าไปแนบอก ริมฝีปากร้อนแนบลงที่ต้นคอด้านหลังก่อนจะไล้ไปยังท้ายทอย
“...เล่นอะไรแต่เช้าเนี่ย” ไคพึมพำคำถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด แต่เขาก็ไม่ได้ผลักไสอีกฝ่ายให้ออกห่าง โซลหัวเราะในลำคอเบาๆ ริมฝีปากยังคงวุ่นวายอยู่ที่ซอกคอขาว
เขาชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อร่างบางในอ้อมกอดหยิกเข้าให้ที่แขน เขาส่ายหัวเบาๆ พลางเลื่อนใบหน้าขึ้นไปกระซิบถาม “อยากเล่นรอบเช้ารึไง?”
“ไม่มีวั--- นี่! หยุดนะ!” ยังไม่ทันจะได้ตอบจนจบ ร่างบางก็ต้องรีบร้องห้ามเมื่อไอ้คนชอบฉวยโอกาสขบใบหูเขาเบาๆ แล้วดูท่าว่ามันคงยังไม่จบแค่นั้นแน่ๆ
มือแกร่งสอดเข้าใต้เสื้อเชิ้ตตัวบาง...
“...ขอเหอะว่ะครับไอ้คุณป๊าที่รัก อย่าหื่นแต่เช้าได้มั้ย ผมก็เขินเป็นนะ!”
เสียงห้าวๆ ของใครบางคนดังขึ้นที่ประตู ไคยิ่งหน้าแดงเข้าไปใหญ่เมื่อรู้ว่าในห้องไม่ได้มีเพียงพวกเขาสองคนอีกต่อไป
เขา จัดการ ร่างสูงที่กอดเขาอยู่ก่อนที่จะเดินไปหาผู้มาใหม่ “ซิน พ่อเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่าให้เคาะประตูด้วย”
“เหอ? จริงอ่ะ ตั้งแต่ตอนไหน?” คนเป็นลูกทำหน้าเหรอหราได้อย่างน่าถีบ รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าคมคายนั่นทำให้ไคอดคิดไม่ได้ว่าไอ้ลูกชายของเขาคงลอกวิธียิ้มมาจากโซลแหงๆ ซินหัวเราะหึๆ แล้วเอ่ยถามต่อไป “ว่าแต่...พ่อไม่คิดจะทำอะไรกับป๊าหน่อยเหรอ?”
เป็นคำถามที่ดี แต่ไคไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่เหลือบสายตากลับไปมองชายหนุ่มร่างสูงที่เพิ่งจะโดนเขาช็อตไฟฟ้าใส่ไปเต็มรัก นัยน์ตาสีฟ้าฉายประกายขบขัน
ปิศาจก็ยังคงไม่เชื่อในสิ่งใดนอกจากตนเอง
“ฉันจะ...ฆ่าไอ้เด็ก...นั่นสักวัน...” โซลสบถขรม น้ำคำไม่ค่อยจะปะติดปะต่อกันนักเพราะความเจ็บ ไม่แน่ใจว่ากำลังอยู่ในอารมณ์อยากฆ่า เด็ก คนไหนกันแน่ระหว่างคนพ่อกับคนลูก แต่ดูเหมือนจะเป็นคนลูกเสียมากกว่าเมื่อดูจากนัยน์ตาสีน้ำตาลกร้าวคู่นั้น
“อ้าว ได้เสียซี่ พูดงี้เข้ามาเลยดีกว่าเว้ยป๊า!!” ไอ้เด็กคนนั้นก็ดันรับมุขซะงั้น แถมไม่ว่าเปล่า คว้าธงคู่กายขึ้นมาควงอย่างหาเรื่องเต็มที่
ไคส่ายหัวเบาๆ กับความคะนองไม่เข้าเรื่องของลูกชาย ดีที่ห้องนอนเขาไม่มีของตกแต่งมากมาย ไม่อย่างนั้นคงได้มีอะไรแตกหักไปแล้วแน่ๆ -- ก็เป็นเพราะว่าโซลกับซินนั่นแหละที่ทำให้เขาตัดสินใจเก็บทุกอย่างออกจากห้อง เหลือไว้แค่เตียงกับโต๊ะทำงาน
“หนวกหูน่ะไอ้เด็กเวร ตื่นมาทำไมแต่เช้า กลับไปนอนไป”
“เฮ้ย มีงี้ด้วยเหรอ ชาวบ้านเขามีแต่ให้เด็กตื่นเช้า เป็นป๊าประสาอะไรวะเนี่ย”
“ฉันไม่ใช่พ่อแก...” โซลเอ่ยลอดไรฟัน
“ไม่ได้บอกว่าเป็นพ่อซะหน่อย บอกว่าป๊าตะหาก แก่แล้วหูตึงเหรอครับ?”
เส้นเลือดที่ขมับโซลกระตุกวูบ แต่สายตาดุๆ ของไคทำให้เขาพยายามควบคุมตัวเองไม่คว้าดาบขึ้นมาฟาดเด็กหนุ่มตาเดียวคนนั้น...แต่มันดูเหมือนจะยากเสียเหลือเกิน...
“แค่ฉันต้องทนเลี้ยงแกมาตั้งแต่ตัวกระเปี๊ยกมันก็สุดทนแล้วนะไอ้หนู...”
“คร้าบๆ สุดทนก็สุดทน อยากฆ่าผมอ่ะเดะ”
“นี่แก...”
“สารภาพมาเหอะป๊า มาเลย เข้ามาเล้ย ฆ่าผมเลยเซ่” ไม่ว่าเปล่า ควงธงโชว์ด้วยแน่ะ
“หลับไปซะเหอะไอ้เด็กเปรต!!”
แล้วสุดท้ายคนอายุมากกว่าก็หมดความอดทน การตะลุมบอนระหว่างสองบุรุษต่างวัยทำให้ไคต้องถอยหายใจเบา เมื่อก่อนหน้านี้ซินเคยบ่นเปรยๆ ไว้ว่าเขากับโซลชอบทะเลาะกันเหมือนหมาแมว แต่ซินไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองนั่นแหละ ชอบหาเรื่องทะเลาะกับโซลมากกว่าเขาเสียอีก
เพียงแต่ในเวลานี้
ไคใช้เวลาพักใหญ่ในการห้ามมวยระหว่างสองพ่อลูก...ถ้าจะเรียกความสัมพันธ์ของสองคนนั้นว่าอย่างนั้นได้ล่ะก็นะ ทั้งๆ ที่ซินไม่ได้มีเลือดของโซลอยู่ในตัวเลยแท้ๆ แต่กลับบ้าดีเดือดพอๆ กัน อิซึนะยังเคยถามเขาอย่างสงสัยว่ากรณีอย่างซินนี่ถือว่ามิวเทชั่นหรือเปล่าด้วยซ้ำ -- มันก็แหงล่ะ สิ่งที่ซินพอจะเหมือนเขาก็มีแต่สีผม สีตา แล้วก็เรื่องที่นับถือคริสต์เท่านั้นเอง
มันอาจเป็นความผิดพลาดของเขาที่ฝากให้โซลเลี้ยง
“โอ๊ย! เบามือหน่อยสิพ่อ!” ซินร้องโอดโอยเมื่อคนทำแผลให้เริ่มจะมือหนักเกินไปแล้ว แล้วแผลอันเป็นผลพวงจากการตีกับโซลมันน้อยเสียเมื่อไหร่ ไคเลิกคิ้วก่อนที่จะขยับยิ้มบาง มือก็ยังพันผ้าพันแผลต่อไปไม่หยุด แถมยังเพิ่มแรงเข้าให้อีกต่างหาก เล่นเอาซินถึงกับร้องจ๊าก ดิ้นพราดๆ
“สำออยทั้งพ่อทั้งลูก...” เสียงบ่นพึมพำจากโซลทำให้ไคต้องหันกลับไปแยกเขี้ยวใส่ ก่อนที่จะหยุดมือจากการทำแผลให้ลูกชายเมื่อสังเกตว่าร่างสูงกำลังอยู่ในชุดที่เตรียมจะออกไปไหนสักแห่ง
ปิศาจกลับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนอยู่เคียงข้าง...
“จะออกไปข้างนอกเหรอ?”
“นิดหน่อย” โซลยักไหล่ “เดี๋ยวก็กลับ”
“ยังไม่ได้ถามเลย”
“ฉันรู้ว่านายต้องถาม” ร่างสูงคว้าดาบคู่กายขึ้นพาดบ่า “เจอกันหลังคริสต์มาสนะไอ้หนู”
“อีกสองเดือนครึ่งเนี่ยเขาเรียกว่า ‘เดี๋ยว’ เหรอป๊า? ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย” ซินหยอกอย่างนึกขัน ก่อนที่จะต้องรีบวิ่งหนีออกจากห้องไปเมื่อโซลหันกลับมาจ้องเขาเขม็งด้วยสายตาที่อาจจะฆ่าคนได้ง่ายๆ
ไคหัวเราะเบาๆ ก่อนที่จะก้าวเดินเข้าไปใกล้คนตัวสูงกว่าจนเรียกได้ว่าชิด เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ มือบางเอื้อมไปจับเสื้อของอีกฝ่าย
“จะกลับมาใช่มั้ย...”
เสียงหวานถามแผ่วเบา โซลไม่ตอบ เพียงปล่อยให้ความเงียบลงปกคลุมชั่วครู่ก่อนที่มือแกร่งจะเชยใบหน้าหวานขึ้นแล้วกดจูบลงกลางหน้าผากมน ไคปรือตาลงนิดแล้วพึมพำอีกครั้ง
“นายเปลี่ยนไปเยอะนะ”
“ตรงไหน?” โซลถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ เขาเองก็รู้ตัวว่าเขาเปลี่ยนไป เขาเคยคิดว่าหัวใจเขาถูกทิ้งไว้ข้างหลังตั้งแต่วินาทีที่เขาก้าวเข้าร่วมโครงการในการสร้างเกียร์ แต่ใครบางคนกลับเปลี่ยนความคิดของเขา...
เทวาก็ยังคงยิ้มให้กับปิศาจดั่งเช่นวันวาน
“...ตกลงจะกลับมาเมื่อไหร่”
“ไม่รู้ พรุ่งนี้มั้ง” โซลพึมพำคำตอบพลางแนบริมฝีปากลงบนหน้าผากของอีกฝ่ายอีกครั้ง ไคแย้มรอยยิ้มบาง -- รอยยิ้มเดิมกับที่มอบให้เขาเสมอมา...
“นายโกหกอีกล่ะสิ...” ร่างบางว่า “นายก็โกหกตลอดแหละ ฉันเดาว่าอย่างน้อยก็อีกสามวัน”
“พนันกันมั้ยล่ะไอ้หนู”
“เอาสิ” ไคขยับรอยยิ้มกว้างกว่าเดิม “ถ้านายกลับมาได้ภายในวันพรุ่งนี้ ฉันจะยอมทำตามที่นายบอกทุกอย่าง โอเคมั้ย?”
“ทุกอย่างนะ?” ร่างสูงหัวเราะในลำคอ มือข้างหนึ่งเลื่อนลดจากท้ายทอยลงไปยังเอวบางอย่างมีความหมาย ไคหัวเราะหึๆ พยักหน้าน้อยๆ
...รอยยิ้มที่ทำให้ปิศาจเพิ่งจะตระหนักได้...
ไคกดศีรษะคนตัวสูงกว่าให้โน้มลงเข้าใกล้ ก่อนจะทาบริมฝีปากบางบนแก้มของอีกฝ่ายเบาๆ
“Je t’aime...” ร่างเล็กกระซิบ
เสียงห้าวพึมพำในลำคอพอจับใจความได้ว่า ‘รู้แล้ว’ ก่อนที่โซลจะขยับเคลื่อนเข้าใกล้อีกนิดเพื่อลบระยะห่างสุดท้ายระหว่างพวกเขา...
เขาเพิ่งจะรู้
เพราะว่าเทวานั้นศักดิ์สิทธิ์
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่เคยเปลี่ยนไป
เทวาที่มอบหัวใจให้เขา
...ก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปอยู่เช่นเดิม...
*+*+*+*+*+*+*E+N+D*+*+*+*+*+*+*
***แปลศัพท์
Quelle heure est-il? แปลว่า "กี่โมงแล้ว"
Je t'aime คำนี้ต้องแปลมั้ยเนี่ย 555+ ใครรักคุณพี่ต้องอ่านคำนี้ออกนะคะ (กร๊าซซ ไม่เกี่ยว) แปลว่าฉันรักเธอค่ะ
สรุป -- เผื่อคนงง 55+ เพื่ออะไรเนี่ย?
- ที่มีภาษาฝรั่งเศสโผล่ออกมาได้เพราะไคเป็นคนฝรั่งเศสค่ะ เลยคิดว่าเวลาเผลอน่าจะพูดภาษาฝรั่งเศสนะ
- ความสัมพันธ์ของโซลไค...ที่อิวูล์ฟจิ้นไว้คือมันดีกันเฉพาะในห้องนอนค่ะ (ว้าย จิ้นอะไรติดเรท 555+) ก็ตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาค XX ก็เห็นเกลียดขี้หน้ากันมาตลอด ไคก็พยายามจับโซลอยู่นั่น แต่ก็ไม่เห็นจะจับได้ซะที เลยคิดว่าไคคงจะใจอ่อนปล่อยโซลไปมากกว่าจะตามตัวไม่เจอ
- โซลเป็นเกียร์...เผื่อคนยังไม่รู้ ว่ากันง่ายๆ เกียร์เป็นพวกอาวุธมนุษย์นั่นแหละค่ะ แต่เกียร์จะซื่อตรงต่อหัวหน้ามาก เป็นทาสดีๆ นี่แหละ
- ก็เลยคิดว่าไคที่มองเกียร์เป็นปิศาจเนี่ย คงไม่เหมารวมโซลไปด้วย ก็ดูเอาเถอะ...เฮียโซลแกรักอิสระขนาดนั้น...
- ตรงที่โซลบอกว่าทำยังงั้นมันไม่ถึงหรอกน่ะ(ในตอนที่หนึ่งน่ะค่ะ)...ฉากนั้น...จิ้นเองนะคะ แอร๊ย~ *ทำตาใสซื่อ*
- มาเขียนภาค Overture แล้วสนุกมือที่สุด 555+
- ในภาค Overture โซลดูจะเฟรนด์ลี่ขึ้นมั่ง...นิดนึง นิดเดียวจริงๆ น่าจะพูดมากขึ้นหน่อยด้วย
- และในภาคนี้อิวูล์ฟจะจิ้นเอาไว้ ความสัมพันธ์ของโซลไคคงเหมือนคู่แต่งงานใหม่ (กร๊ากกก) ก็ผ่านไปตั้งนานแล้ว พอถึงตอนนี้ก็น่าจะสวีทวี้ดวิ้วกันใช้ได้เลยล่ะ ฮี่---
- ยิ่งมีซินโผล่เข้ามาด้วยนี่ยิ่งแบบ...กร๊ากก สุดยอดมาก ตาซินเนี่ยจะโผล่มาแนวเดียวกับคิลในบารามอสตรงที่เป็นกระดูกขวางคอกิตติมศักดิ์ แต่จะต่างกันตรงที่คิลเขินแล้วหนีไปปล่อยให้สวีทกันต่อเอง แต่ซินมันจะมายืนกวนประสาทต่อหน้าตาเฉย อารมณ์ว่าจะมาดูพ่อแม่หวานใส่กันน่ะ ฮาา
- และเพราะว่ามีซินเนี่ยแหละ โซลไคในภาค Overture ที่วูล์ฟจิ้นไว้เลยจะซอฟต์กว่าภาคก่อนๆ มากมาย ก็มันให้อารมณ์ครอบครัวดีจะตายนี่นา
- สุดท้าย ฝากคอมเม้นต์ด้วยนะคะ! /โค้ง
(ขึ้นตัวแดงทำไม?)



